เศรษฐกิจพอเพียง และคุณธรรม 8 ประการ

 เศรษฐกิจพอเพียง และคุณธรรม 8 ประการ

images564.jpg

          เศรษฐกิจพอเพียง (sufficiency economy) เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ รวมถึงระดับรัฐบาลในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัส แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ได้ทรงเน้นย้ำเป็นแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ       สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจ และสาขาอื่นๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัส เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2542      โดยทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไปในที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542

                                                     หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

         เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน ถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งจะต้องอาศัย ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง ในการนำวิชาต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน

 

การนำไปใช้

          ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นกรอบแนวความคิดและทิศทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย ซึ่งบรรจุอยู่ใน
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข มุ่งสู่สังคมที่มีความสุขอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกว่า สังคมสีเขียว (Green Society) ด้วยหลักการดังกล่าว แผนพัฒนาฯฉบับที่ 10 นี้จะไม่เน้นเรื่องตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ หรือระบบเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกันระหว่างเศรษฐกิจชุมชนเมืองและชนบท

คุณธรรม 8 ประการ

1. ขยัน  ผู้ที่มีความขยัน คือผู้ที่ตั้งใจทำอย่าง จริงจังต่อเนื่องในเรื่องที่ถูกที่ควร ผู้เป็นคนสู้งาน มีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญ  อุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจัง
2. ประหยัด ผู้ที่มีความประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย รู้จักฐานะของตน คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อ เก็บออม 
3. ซื่อสัตย์ ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งหน้าที่ ต่อวิชาชีพ ตรงต่อเวลา ปฏิบัติอย่างเต็มที่ถูกต้อง
4. มีวินัย ผู้ที่มีวินัย เป็นผู้ปฏิบัติในขอบเขต กฏระเบียบ ของสถานศึกษา สถาบัน องค์กร และประเทศ
5. สุภาพ  ผู้ที่มีความสุภาพ คือผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนตามสถาณภาพและกาลเทศะ ไม่ก้าวร้าวรุนแรง
6. สะอาด ผู้ที่มีความสะอาด คือผู้ที่ฝึกจิตในให้สะอาดไม่ขุ่นมัว ทั้งร่างกายและจิตใจ
7. สามัคคี ผู้ที่มีความสามัคคี คือผู้ที่เปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทในตนเองในฐานะผู้ฟังและผู้ตามที่ดี
8. มีน้ำใจ ผู้ที่มีน้ำใจ คือผู้ที่มีความจริงใจต่อกันไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือเรื่องของตัวเอง เห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ซึ่งกัน

Leave a Comment

โครงงานโกอินเตอร์เด้อค้า

         ก่อนอื่นก็ต้องขอสวัสดีชาวชมพูชาว ทุกคนค่ะ ^ ^ วันนี้เราก็มีสาระน่ารู้ดีๆมาฝากกันค่ะ
มาอัพเดท ข่าวแรกของเราในวันนี้นะคะ ก็คือข่าวการไปแสดงความสามารถของนักเรียนโรงเรียน
เราที่ได้ต่อ ยอดความรู้ไปจังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 8 10 ที่ผ่านมาค่ะ !!!        
              
สำหรับโครงงานแรกที่จะนำมาบอกเล่าก็คือ โครงงานคณิตศาสตร์  เรื่อง
 เครื่องนับจำนวนคน
ที่เป็นผลงานของนักเรียนชั้น ม .ค่ะ  เราได้ไปล้วงลึกทุกซอกทุกแง่มุม
ของความคิดเห็นของครูที่ปรึกษาโครงงานนี้ มาบอกกันค่ะ

ครูมีความรู้สึกยังไงค่ะที่โครงงานนี้ได้ไปที่ จ.พิษณุโลก
 “ก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ  แต่ครูอยากจะพูดถึงโครงงานให้เป็นโครงงานโดยรวมของ
กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ นะครับ ที่ได้เป็นตัวแทน ของจังหวัดในครั้งนี้  คิดว่าขอใช้คำว่ากลุ่มสาระ
จะดีกว่า

 แล้วจุดเริ่มต้นแล้วจุดเริ่มต้นของโครงงานนี้ละคะ
จุดเริ่มต้นของโครงงานนี้ครูคิดว่าเกิดจากการที่ ครูอยู่ว่างๆ นะ ไม่รู้จะทำอะไร ใจลอยไปหน่อย
 
ก็เลยกด เครื่องคิดเลขเล่น ๆ พอมาสังเกตดีๆ เลยก็เลยจุดประทัด เอ้ย! ประกายในคุณสมบัติของ
เครื่องคิดเลขจนกลายมาเป็นโครงงานนี้ขึ้นมา 


 แล้วเหตุผลของโครงงานนี้ล่ะคะมาจากอะไร
เหตุผลที่ครูทำโครงงาน ก็เพราะจำเอาไปแข่งทักษะวิชาการ ที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยาเขต 1นั้นหละครับ 
 ตอนที่ทำโครงงานขึ้นมาครูมีความคาดหวังยังไงบ้างคะ
ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนะ  เพียงแค่คิดว่า ประกวดมาแล้วโครงงานของเราใช้ได้จริง
 ส่วนที่ได้ไปพิษณุโลกนั้น มันเป็นผลพลอยได้ซะมากกว่า
  

แล้วเสียงตอบรับที่ได้ละคะ
ก็ดีนะ  คือ 1.นักเรียนสนใจค่อนข้างมาก (อาจเพราะเป็นอะไรที่แปลกใหม่มั้ง)            
                    2.
บุคลากรก็สนใจที่จะนำไปใช้จริง    
   
                3.แม้กระทั้งคณะกรรมการเองยังสนใจเลย(หัวเราะ) คิดว่าฟิดแบล็คดี ก็น่าจะ
                     
ไปใช้จริงได้นะ 

 ครูเจออุปสรรคอะไรบ้างคะในการทำงาน
ก็ไม่ค่อยมีส่วนใหญ่จะราบรื่น  จะมีก็นิดหน่อยตรงอุปกรณ์เพราะบางอย่างหาง่าย  บางอย่าง
หายาก อีกอย่างเราใช้ไม้เป็นหลักถ้าเสียแล้วก็เสียเลยด้วยไง

  แล้วในอนาคตละคะ
ถ้ามีโอกาสครูก็หวังว่า ครูจะส่งเข้าประกวดเป็นนวัตกรรมของโรงเรียนถ้ำปินวิทยาคมนะ และก็อยากเอามาใช้ในโรงเรียนด้วย 

 ฝากอะไรถึงนักเรียนที่ร่วมโครงงานคะ
ก็อยากให้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้นำไปใช้พัฒนาในอนาคตต่อไป และหวังว่าจะ
ได้ทำงานร่วมกันอีกโดยเฉพาะโครงงานคณิตศาสตร์

                          55.gif

                                 ผู้จัดทำโครงงาน

                      1.นายคชพล                          ไชยวุฒิ

                     2.นางสาวพรพิมล                 นามวงค์

                    3.นางสาวสุพัตรา           บัวนาค

                                   ครูที่ปรึกษา  ครูนราวุธ          สมศักดิ์       ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..ก็ขอขอบคุณคุณครู นราวุธ  สมศักดิ์เป็นอย่างยิ่งนะคะ  ^ /|\ ^  ที่สละเวลาอันมีค่า มาบอกเล่าเรื่องดีๆให้เรา  ฮั่นแน่ !! นี้แค่โครงงานแรกเท่านั้นนะคะ เรามาเสริมเติมเต็มความรู้อีกซักนิดกับโครงงานต่อมากันค่ะ ชื่อโครงงานเต็มๆมีอยู่ว่า  โครงงานหนังสือเล่มเล็กส่งเสริมเด็กรักคุณธรรมนำไปจัด ณ  งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน  ปี2550 ภาคเหนือ 8 10 ส.ค. 2550
 จ.พิษณุโลก

                 1.jpg

  จุดเริ่มต้นของโครงงานนี้อยู่ที่ไหนคะ
เริ่มจากการแข่งขันทักษะของกลุ่มสาระต่างๆ ในเขตพื้นที่การศึกษา  จนได้รับคัดเลือกเป็นแทนจังหวัดจริงๆแล้วเริ่มจากการฝึกเด็กทำกิจกรรมนอกเหนือจากการเรียนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่
ส่วนรวมอยากให้เด็กได้เรียนรู้นอกตำราเรียน  อยากให้รู้จักคิดถึงคนอื่น  หมู่บ้าน  ชุมชนสังคม
แต่ไม่ได้คาดหวังว่าทำแล้วจะต้องไปถึงจุดนั้นจุดนี้ มันไม่ใช่ (อ๊ะกิฟท์ อุ๊ย ล้อเล่นค่ะ ) 

 แล้วครูมีความรู้สึกยังไงบ้างคะ
ดีใจที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนจะได้นำความรู้ของเราไปฟาดฟันกับโรงเรียนอื่น   แล้วได้เห็น
ตัวอย่างดีๆ สิ่งดีๆของเขานำมาประยุกต์กับของเรา  

ครูมีการดำเนินการอย่างไรบ้างละคะ
ก็โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ แล้วให้เราไปอบรม พออบรมเสร็จ ก็อยากให้มีโครงงาน
ต่อเนื่องออกมา เพื่อนำเสนอเขต  เราก็เลยร่างโครงงานอันนี้ขึ้นมาแล้ว แจ็กพ็อต ได้รับเลือกเป็น
ตัวแทน  เราก็เอาโครงงานมาทำจริงๆ โดยได้งบสนับสนุนจาก เขต และ อบต.หนองหล่ม 

 แล้วในอนาคตครูจะสานต่อโครงงานนี้อีกไหมคะ
โครงงานก็จะมีไปเรื่อยๆ  ก็เป็นโครงงานที่ดี เพราะไม่ใช่แค่โครงงานมันต่อยอดได้หลายจุด
ไม่ว่ามัธยม  ประถม  หรือเด็กเล็ก 

 แล้วเสียงตอบรับสำหรับโครงงานละคะ
เสียงตอบรับที่กลับมาดีมากๆเพราะถือเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เด็กเล็กๆแม้เด็ก
จะอ่านหนังสือไม่ออกแค่ดูตัวการ์ตูนก็เข้าใจได้ เป็นการต่อยอดที่ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น  

มีอุปสรรคมากไหมคะ
1.ครูและนักเรียนไม่ค่อยมีเวลา 
2.
งบประมาณ 
3.
ระยะเวลาการดำเนินงาน 
4.
ความพร้อมของบุคลากร 
5.
ขาดความร่วมมือของหลายฝ่าย 

     แต่ทุกปัญหาก็ย่อมมีทางออกเสมอนะคะ และเราก็ขอขอบคุณครูสุกัญญา   เรือนสอน
เป็นอย่างยิ่งค่ะที่ได้มาร่วมเปิดใจกับเราวันนี้  เรารู้ความรูสึกของคุณครูไปแล้วเราก็มารับรู้ความรู้สึกของนักเรียนกันบ้างดีกว่าค่ะ 

           ก็รู้สึกดีใจค่ะ  ได้สร้างประสบการณ์ให้กับชีวิต  และได้แลกเปลี่ยนความรู้ สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิต  ในโรงเรียน  นำมาเป็นสื่อการเรียนการสอนในโรงเรียน  และทางโรงเรียนควรจัดให้พานักเรียนไปดูงานเพื่อจะได้ศึกษาและนำมาใช้ในการเรียนค่ะ                                                       น.ส.พิกุล   พินิจ

      22.gif 

    

 นักเรียนที่เข้าร่วมโครงงาน

1.นายอธิวัฒน์                      ราชเนตร

2.นางสาวอำภา                      เผ่ากันทะ

3.นายยุทธนา                        รอดจันทร์

4.นางสาวพิกุล                       พินิจ

5.นางสาววิภาวดี                    ทะลิ

6.นางสาวใบเฟริ์น                 พึ่งทอง

7.นางสาวสุภาภรณ์               บุญยืน

8.นายสงกรานต์                    ใจหาญ

9.นายวิษณุ                            เครือบุญมา

10.นางสาวสุนิษา                 คำนวล

ครูที่ปรึกษา  ครูสุกัญญา         เรือนสอน  

                ค่ะเราก็ได้เก็บตกเกล็ดเล็ก เกล็ดน้อย สำหรับโครงงานที่ไปโกอินเตอร์มาฝากกับ
เพื่อนๆแล้วเพื่อนๆคนไหนที่อยากจะโบยบินไปนำเสนอผลงานก็ต้องพยายามกันอีกซักนิดนะคะ  วันนี้เราก็ได้มอบสาระดีๆกันมาพอหอมปากหอมคอกันไปแล้วสำหรับดิฉันWebpm  
 
ก็ขอลากันไปก่อน โอกาสหน้าดิฉันจะนำสาระดีมาฝากกันอีกค่ะ ^_^   บ๊ายบาย

                                                                                                                                  โดย
                                                                          Webpm                                                                  นางสาวพรพิมล     นามวงค์

Leave a Comment

“ฉันยังไม่ตาย…”

“ฉันยังไม่ตาย…”

โดย คุณปาง

มั นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับแม่ของฉัน แม่ของฉันเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง แล้วที่ข้างโรงเรียนมีร้านขายข้าวมันไก่ทอดอยู่ ร้านนั้นเดิมเป็นร้านขายข้าวซอย ชื่อว่า ร้านแสงจันทร์ เจ้าของเป็นหญิง ชื่อ “แสงจันทร์” ใคร ๆ ที่รู้จักแกก็เรียกแกว่า ป้าแสงจันทร์ พอแกอายุมากขึ้น แกก็ให้คนอื่นมาเช่าร้านแทน คนเช่าก็เปิดเป็นร้านขายข้าวมันไก่ทอด อยู่มาวันหนึ่งแม่ของฉันไปทำธุระในเมือง นั่งรถโดยสารประจำทางกลับมา โดยที่รถนั้นคนแน่นมาก เวลานั้นก็ประมาณ 5 โมงกว่า ระหว่างทางคนก็ลงไปทีละคนสองคน จนแม่ฉันสังเกตเห็นผู้หญิงที่นั่งอยู่ถัดไป เป็นคนที่รู้จักกัน เพราะแกคือ ป้าแสงจันทร์นั่นเอง แกใส่ชุดกระโปรงสีฟ้า แต่งหน้าเข้ม ขณะนั้นในรถเหลือเพียง แม่ฉัน ป้าแสงจันทร์ กับสองสามีภรรยาและลูกหนึ่งคน เมื่อเห็นป้าแสงจันทร์แม่ฉัน ก็ทักขึ้นด้วยความแปลกใจว่า

“พี่แสงจันทร์ พี่ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ”

ที่ถามอย่างนั้นเพราะเมื่อวาน แม่ฉันเห็นที่ร้านขายข้าวมันไก่มีงานศพจัดขึ้น

“ใครว่าฉันตาย” แกย้อนถาม

“ก็เห็นที่ร้านจัดงานศพ”

“ฉันยังไม่ตาย คนที่ตายเป็นคนที่มาเช่าร้านฉันต่างหาก”

รถแล่นผ่านหน้าร้านของแกแม่ฉันก็สงสัยว่าทำไมแกไม่กดอออดให้รถหยุด แต่ตอนนั้นแม่ฉันคิดว่าแกคงจะเลยไปตลาด พอถึงที่หมายแม่ฉันก็ลงรถ กลับบ้าน

พอวันต่อมาแม่ก็เถียงกับฉัน เพราะฉันบอกว่า “ป้าแสงจันทร์” แกตายแล้ว แม่ไม่ยอมเชื่อบอกว่าเพิ่งจะเจอแกเมื่อวาน ทั้ง ๆ ที่ฉันยืนยันว่าแกตายมาได้หลายวันแล้ว แต่แม่ฉันก็ไม่เชื่อ วันรุ่งขึ้นจึงไปถามภารโรงที่โรงเรียน พอรู้ว่า งานศพที่จัดขึ้นนั้น เป็นงานศพของ “ป้าแสงจันทร์” แม่ฉันถามภารโรงว่าแกตายเมื่อไหร่ ภารโรงตอบว่าได้สองสามวันแล้ว แต่แม่ฉันขอให้ภารโรงอีกคนไปสืบดู ปรากฏว่า ป้าแสงจันทร์ แก “ตาย” แล้วจริง ๆ ศพของแก ลูกสาวแกใส่เสื้อสีฟ้าให้ ซึ่งเป็นชุดที่แกชอบมากและแต่งหน้าให้ด้วย พอรู้ความจริงแม่ฉันก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ตอนที่คุยกะป้าแสงจันทร์นั้น เสียงแกเบามาก แถมตาแกก็ดู แข็ง ๆ ที่สำคัญตอนแม่ฉันลงจากรถ สองสามีภรรยาที่นั่งมาด้วยกัน มองหน้าแม่ฉันแปลก ๆ อาจจะเป็นเพราะ พวกเขาคงจะไม่เห็นคนที่แม่ฉันพูดด้วยกระมัง นับจากวันนั้นแม่ฉันก็ไม่กล้าเดินทางกลับค่ำอีกเลย แถมยังไปวัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แกด้วย

เคยมีคนบอกว่าตอนดึก ๆ ช่วงที่ป้าแสงจันทร์ตายใหม่ ๆ เห็นป้าแสงจันทร์เดินวนไปเวียนมาแถวหน้าร้านของแก

เรื่องผีนั้นเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล แต่ “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะคะ”

Leave a Comment

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.